คำแนะนำในการเขียนรายงานวิชาการ

ผมคงไม่สามารถแนะนำการเขียนรายงานทางวิชาการในทุกด้าน โดยจะขอออกตัวว่าคำแนะนำนี้น่าจะเฉพาะเจาะจงกับด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ย่อยลงไปอีกเป็นคอมพิวเตอร์กราฟฟิกส์ และย่อยลงไปอีกเป็น visualization ซึ่งก็มีขนบและความนิยมเฉพาะตัว

ผมไม่ได้เรียนการเขียนมาโดยตรง แต่มีประสบการณ์การเขียนและตรวจรายงานทางวิชาการจำนวนหนึ่ง จึงรวบรวมข้อผิดพลาดที่เจอมาเป็นคำแนะนำ ซึ่งทุกคนน่าจะสามารถรวบรวมจากประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ได้อ่านงานวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมาเช่นกัน แม้ว่าคำแนะนำใด ๆ ย่อมเชื่อมโยงกับความคิดเห็นส่วนบุคคลไม่มากก็น้อย แต่คิดว่าคำแนะนำต่อไปนี้น่าจะมีประโยชน์กับคนที่เริ่มเขียนรายงานวิชาการเป็นครั้งแรก เหมือนเส้นทางลัดให้พัฒนางานเขียนได้เร็วขึ้น

การเขียนรายงานวิชาการไม่แตกต่างจากการเขียนรายงานแบบอื่นมากนัก ผู้อ่านมักคาดหวังในเนื้อหาและปรวิสัย (objectivity) เป็นหลัก ความลื่นไหลและความสวยงามทางภาษามักเป็นเรื่องรอง อย่างไรก็ตามนักวิชาการหลายคนสามารถแทรกความรื่นรมย์ทางภาษาลงไปได้อย่างกลมกลืน ใครที่ทักษะทางภาษาดีอยู่แล้วไม่ควรรู้สึกว่าคำแนะนำที่จะกล่าวต่อไปเป็นตัวฉุดรั้งผลลัพธ์สุดท้ายของรายงาน

คนที่เน้นการฝึกฝนทักษะทางด้านการคิดคำนวณหลายคนมีทักษะการเขียนไม่ค่อยดีหรือไม่เห็นความสำคัญของการเขียน สาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะการศึกษาของไทยแยกศาสตร์การเรียนรู้ออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน (bifurication) และไม่เน้นการวัดผลการเรียนด้วยการเขียนแบบยาว นอกจากงานที่ต้องทำก่อนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอกเท่านั้น

อย่างไรก็ตามผมคิดว่าการเขียนเป็นเครื่องมือที่ช่วยสะท้อนและขัดเกลากระบวนการคิด ความคิดที่ไม่ชัดเจนพอกลายเป็นข้อความก็จะมีตัวตนขึ้น ทำให้เห็นได้ว่าไม่เข้าท่า หรือบกพร่องอย่างไร และเห็นแนวทางแก้ไขได้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงแนะนำว่ากระบวนการเขียนรายงานควรเริ่มไปพร้อมกันกับกระบวนการทำงาน ไม่ควรรอจนขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการทำงาน ถ้าเป็นการเขียนรายงานร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา ก็แนะนำให้บันทึกความก้าวหน้าในแต่ละอาทิตย์หรือแต่ละเดือนเป็นข้อความไว้เพื่ออ้างอิงในการเขียนรายงานตอนสุดท้ายด้วย โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นข้อความที่เรียบเรียงชัดเจนนัก อาจเป็นเพียงแค่รายการข้อความเพื่อให้มีวัตถุดิบเพื่อนำไปเขียนเพิ่มเติมต่อไป

นอกจากเรื่องกระบวนการ ต่อจากนี้จะแนะนำเครื่องมือ เนื้อหา และรูปแบบการเขียนรายงานวิชาการตามที่ผมคิดว่าเหมาะสม

เครื่องมือ

เครื่องมือที่เลือกใช้ควรแตกต่างกันไปตามขั้นตอนของการทำงานด้วย ในขั้นต้นรูปแบบยังไม่ใช่สิ่งสำคัญ อาจจะใช้เครื่องมือที่เน้นความสะดวกรวดเร็วและรับฟังข้อคิดเห็นเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำงานกับอาจารย์ที่ปรึกษา ยกตัวอย่างเช่น Google Docs เพราะสามารถใส่ความคิดเห็นและแก้ไขงานในลักษณะที่มองเห็นได้ว่าปรับแก้ตรงไหนบ้าง แม้ว่าไฟล์เอกสาร Word จะมีความสามารถเหมือนกัน แต่การส่งไฟล์เอกสารไปมาอาจจะไม่สะดวกนัก

เมื่อเนื้อหาเริ่มนิ่งขึ้น อาจปรับมาใช้เครื่องมือที่จัดรูปแบบเป็นหน้ากระดาษได้ดี อย่างเช่น Microsoft Word เครื่องมือเหล่านี้มักมีคุณสมบัติเพื่อช่วยประหยัดเวลาจำนวนมาก น่าเสียดายว่าหลายคนไม่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำสารบัญ ดัชนี บรรณานุกรม การกำหนดรูปแบบหัวข้อ การกำหนดตำแหน่งรูปหรือตาราง หรือแม้กระทั่งการขึ้นหน้าใหม่ ส่วนนี้อยากให้ไปศึกษาด้วยตนเองเพิ่มเติมเพื่อให้ใช้เครื่องมือได้เต็มประสิทธิภาพและประหยัดเวลาในการทำงาน โดยเฉพาะเมื่อมีการเพิ่มลดเนื้อหาในเอกสาร ซึ่งจะทำให้ตำแหน่งรูป ตารางหรือหน้าเปลี่ยนแปลงไป

ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทุกคนลองใช้ LaTeX (อ่านออกเสียงโดยไม่มีเสียง s หรือ z ลงท้าย) แม้ว่า LaTeX อาจจะดูยากกว่าในตอนเริ่มต้นและมีขั้นตอนในการติดตั้งมากมาย แต่เมื่อเริ่มต้นได้แล้ว จะพบว่าผลลัพธ์ของรายงานวิชาการดูสวยงามและเป็นมืออาชีพขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นการแสดงผลสมการหรือการจัดตำแหน่งรูปและตาราง ผู้ใช้ MacOS อาจเริ่มต้นด้วย MacTeX ส่วนผู้ใช้ทั่วไปอาจเริ่มต้นจาก Overleaf ซึ่งสามารถแก้ไขเอกสารร่วมกันเหมือน Microsoft Word เช่นกัน

นอกจากนั้น LaTeX ช่วยให้งานจัดการเอกสารหลายส่วนง่ายขึ้นมาก อย่างน้อยก็สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในการเขียนโปรแกรม เพราะสามารถใช้เครื่องมือประกอบด้วยได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการติดตามการเปลี่ยนแปลงของเอกสารด้วย Git หรือแม้กระทั่งช่วยเติมเนื้อหา (ภาษาอังกฤษ) ด้วย GitHub Copilot (ต้องสมัครสมาชิก)

เครื่องมืออีกประเภทที่ช่วยเสริมการเขียนรายงานวิชาการคือเครื่องมือจัดการแหล่งอ้างอิง ซอฟต์แวร์ที่ได้รับความนิยมมานานคือ EndNote หรือซอฟต์แวร์ฟรีซึ่งทำงานได้คล้ายคลึงกันอย่าง Mendeley เครื่องมือทั้งสองมีส่วนเสริมสำหรับเว็บเบราว์เซอร์ (web browser) และ Microsoft Word ช่วยให้นำเข้าแหล่งอ้างอิงจากในเว็บไปใส่ในเอกสารได้โดยสะดวก

ผู้ที่วางแผนจะเป็นนักวิจัยนักวิชาการในอนาคตควรลงทุนกับการหัดใช้เครื่องมือจัดการแหล่งอ้างอิงแต่เนิ่น ๆ เพราะช่วยให้สร้างคลังแหล่งอ้างอิงของตัวเองได้อย่างเป็นระบบ สามารถดึงมาใช้ในรายงานฉบับต่อไปได้

เนื้อหา

น่าแปลกใจว่าวิชาภาษาไทยมักไม่เน้นการเขียนรายงานวิชาการให้ชัดเจน แต่ไปเน้นการเขียนตามรูปแบบตายตัวและขนบ ไม่ว่าจะเป็นจดหมายหรือภาษาในระดับต่าง ๆ เป็นต้น น่าแปลกใจยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าการกำหนดโครงสร้างเนื้อหาเพื่อสื่อสารมักอยู่ในวิชาภาษาอังกฤษ แม้ว่าวิชาภาษาไทยจะไม่เน้นส่วนนี้ แต่วงการวิชาการทั่วโลกยังนิยมใช้ภาษาอังกฤษ การเขียนรายงานวิชาการในภาษาไทยก็ควรอิงตามนั้นด้วย

รูปแบบโดยรวมของรายงานวิชาการขึ้นอยู่กับที่ที่จะไปนำเสนอ และอาจมีการจำกัดจำนวนหน้าสูงสุด หลายคนมักจะพยายามเขียนเนื้อหายาวยืดเยื้อซ้ำซ้อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลายคนมองว่าจำนวนหน้าเป็นตัวชี้วัดคุณภาพหรืออย่างน้อยก็วัดความพยายาม ผมอยากให้ปรับความคิดใหม่ว่าการเขียนให้สั้นกระชับเป็นเรื่องที่ดี จะได้ไม่เสียเวลาผู้อ่าน งานประชุมวิชาการหลายที่กำหนดเลยว่าจำนวนหน้ารายงานควรสัมพันธ์กับความสำคัญของผลงาน งานที่ไม่ได้สำคัญอะไรนัก ก็ควรเขียนสั้น ๆ ให้ผู้อ่านไปใช้เวลากับงานที่สำคัญมากกว่า

ภายในย่อหน้าแต่ละย่อหน้าควรมีใจความชัดเจนหนึ่งเดียว โดยทั่วไปแล้วประโยคแรกมักเป็นข้อความสรุปใจความหรือที่เรียกกันว่า main idea ประโยคอื่นเป็นตัวเสริมหรือสนับสนุนใจความนั้น ก่อนจะลงมือเขียนรายงานโดยละเอียดก็ควรร่างเนื้อหาคร่าว ๆ ว่าจะมีประมาณกี่ย่อหน้า แต่ละย่อหน้ามีใจความว่าอะไรบ้าง แล้วค่อยเพิ่มรายละเอียดเข้าไปในแต่ละย่อหน้านั้น

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจะเขียนบทนำของรายงานวิชาการ อาจจะเริ่มต้นย่อหน้าแรกเกี่ยวกับความสำคัญของปัญหา ย่อหน้าที่สองอธิบายความยากของปัญหานี้ ย่อหน้าที่สามแสดงว่าปัญหานี้ได้รับการแก้ไขในงานอื่นอย่างไรบ้าง ย่อหน้าที่สี่เริ่มอธิบายเกี่ยวกับการแก้ปัญหาของในงานนี้ว่าแตกต่างจากวิธีการอื่นอย่างไร

ระหว่างที่เขียนไป ถ้าพบว่าใจความในย่อหน้าหนึ่งใหญ่ไป ก็แบ่งเป็นย่อหน้าย่อยได้ หรือถ้าหลายใจความยุบรวมกันได้ ก็ให้รวมหลายย่อหน้าเป็นย่อหน้าเดียวได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การแก้ไขปัญหาในงานอื่นอาจแบ่งออกอีกเป็นสองย่อหน้า ได้แก่ วิธีแก้ไขปัญหาแบบอัตโนมัติ และวิธีที่ใช้การโต้ตอบกับมนุษย์ด้วย เป็นต้น

โดยรวมแล้วโครงสร้างของรายงานทางวิชาการควรมีลักษณะเป็นลำดับชั้นตั้งแต่หัวข้อแรกไปยังหัวข้อสุดท้าย การวางแผนแต่เริ่มต้น ทำให้งานเขียนมีประเด็นครบถ้วนและทิศทางที่ชัดเจน

เนื้อหาบางส่วนของบทคัดย่อ บทนำ และบทสรุป อาจมีความคล้ายคลึงกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถคัดลอกข้อความจากส่วนหนึ่งมาวางไว้ได้ ข้อความเหล่านั้นควรถูกปรับให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของหัวข้อนั้นด้วย บทคัดย่อมีหน้าที่บอกภาพรวมของงานให้ผู้อ่านเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว (คล้ายกับบทสรุปผู้บริหารหรือ executive summary) บทนำเป็นการเกริ่นโดยไม่ต้องบอกรายละเอียดของงานมากนัก แต่ต้องเน้นว่าปัญหาที่กำลังแก้ไขควรค่ากับการแก้ไขอย่างไร และวิธีการแก้ไขแตกต่างจากงานอื่นอย่างไร ในขณะที่บทสรุปก็ไม่ต้องพูดถึงความสำคัญของปัญหาและงานอื่นแล้ว สรุปได้เลยว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง และจะทำอะไรต่อไป

การใช้เครื่องหมายวรรคตอนและศัพท์บัญญัติสามารถใช้ได้ตามความเหมาะสมหรืออ้างอิงราชบัณฑิตยสถานได้ ผมไม่ได้ชอบหลักเกณฑ์ของราชบัณฑิตเป็นพิเศษแต่หลักเกณฑ์นั้นก็ช่วยทำให้รายงานวิชาการใช้คำคล้ายคลึงกัน ส่วนไหนที่ไม่ชอบ อย่างเช่น การเว้นวรรคก่อนไม้ยมก หรือ “จักรวาลนฤมิต” ก็ไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ แต่อย่างน้อยก็ควรใช้ตามความนิยมในปัจจุบัน แม้ไม่เว้นวรรคหน้าไม้ยมก ก็ควรเว้นวรรคหลังไม้ยมก ถ้าจะทับศัพท์คำว่า metaverse ก็ควรทับศัพท์โดยใช้หลักเกณฑ์มาตรฐานของราชบัณฑิตหรือตามที่นิยมกันว่า เมตาเวิร์ส อย่างสม่ำเสมอ

การเขียนศัพท์บัญญัติหรือคำทับศัพท์ควรวงเล็บคำภาษาอังกฤษเท่าที่จำเป็น ถ้าคิดว่าคนอ่านเกือบทุกคนเข้าใจความหมายของคำเหล่านั้นดีอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องวงเล็บคำดั้งเดิมไว้ การวงเล็บนี้ทำเพียงครั้งแรกครั้งเดียว และครั้งต่อไปจะใช้คำทับศัพท์โดยไม่ต้องวงเล็บแล้ว เครื่องมือที่เหมาะสมสามารถทำให้งานนี้ง่ายขึ้นได้ อย่าง LaTeX มีโปรแกรมเสริมช่วยในการใส่วงเล็บให้กับตัวย่อ ซึ่งจะวงเล็บแค่ครั้งเดียวเหมือนกัน โดยสามารถประยุกต์ใช้โปรแกรมเสริมนี้เพื่อวงเล็บคำดั้งเดิมของคำทับศัพท์ได้เช่นกัน

การอ้างอิงรายงานวิชาการอื่นถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะยืนยันได้สองอย่างว่าเรื่องที่กำลังศึกษาอยู่มีความสำคัญ (ไม่ได้คิดอยู่คนเดียวในโลก) และสิ่งที่กำลังจะนำเสนอแปลกใหม่ (ไม่ซ้ำกับงานอื่นก่อนหน้า) รายงานวิชาการที่ดีจึงควรมีเนื้อหาส่วนนี้ตามความเหมาะสมกับความยาวเนื้อหารวม โดยอาจอ้างอิงถึงงานอื่นเพื่อกล่าวถึงความสำคัญของงานในบทนำ คำตอบหรือทางแก้ไขปัญหาในงานวิจัยอื่นมักจะแยกออกมาเป็นส่วนทบทวนวรรณกรรมหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และอาจมีการอ้างอิงอีกในส่วนต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะในขั้นตอนการทดลอง ถ้าไปหยิบยืมมาจากแหล่งอื่น หรือในบทวิเคราะห์หรือบทสรุป ถ้ามีงานใดที่ช่วยตีความหรือขยายความผลของรายงานฉบับนี้ต่อไป

รูปแบบ

รูปแบบของรายงานวิชาการมักจะถือว่าไม่มีความสำคัญเท่ากับเนื้อหา งานประชุมวิชาการหลายที่ให้ส่งต้นฉบับที่ยังไม่มีการจัดรูปแบบมาด้วยซ้ำ แต่ในงานประชุมวิชาการส่วนใหญ่ที่ให้ส่งรายงานที่จัดรูปแบบมาแล้ว ผู้ตรวจสอบรายงานวิชาการก็มักแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบของรายงานด้วย

คำแนะนำในที่นี้รวบรวมเฉพาะคำแนะนำที่ยอมรับกันโดยทั่วไปหรือมีผลต่อการทำความเข้าใจเนื้อหา อนึ่ง การใช้เครื่องมือที่เหมาะสมช่วยแก้ปัญหาเรื่องรูปแบบจำนวนมากได้

ข้อความ

หัวข้อทั้งหมดควรมีข้อความอย่างน้อยหนึ่งย่อหน้า ไม่ว่าจะเป็นการสรุปใจความหรืออ้างอิงถึงรูปหรือตารางก็ตาม เพราะฉะนั้นจะไม่มีหัวข้อและหัวข้อย่อยที่อยู่ติดกันโดยไม่มีข้อความคั่น เช่น

2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

2.1 วิธีแก้ไขปัญหาแบบอัตโนมัติ

โดยอาจปรับแก้เป็น

2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

การแก้ไขปัญหาในงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแบ่งได้เป็นสองวิธี ได้แก่ วิธีแก้ไขปัญหาแบบอัตโนมัติ และวิธีที่ใช้การโต้ตอบกับมนุษย์

2.1 วิธีแก้ไขปัญหาแบบอัตโนมัติ

ถ้าเป็นไปได้ ไม่ควรมีบรรทัดที่กำพร้า (orphan) หรือเป็นม่าย (widow) กล่าวคือบรรทัดที่เป็นบรรทัดแรกหรือบรรทัดสุดท้ายของย่อหน้าที่แยกจากส่วนที่เหลือของย่อหน้าไปอีกหน้าหนึ่ง ข้อห้ามนี้รวมถึงหัวข้อที่ข้อความต่อจากนั้นอยู่คนละหน้ากันด้วย ทางแก้แบบง่ายคือ เว้นบรรทัดเพิ่มก่อนหัวข้อหรือบรรทัดแรกของย่อหน้าที่แยกออกมา ในกรณีของบรรทัดสุดท้ายของย่อหน้าที่ข้ามไปอีกหน้าแก้ไขได้ยากกว่า โดยอาจเขียนเนื้อหาเพิ่ม ดึงอีกบรรทัดไปคู่กันกับบรรทัดสุดท้าย ปรับขนาดรูปหรือตารางในหน้า (ถ้ามี) หรือปล่อยทิ้งไว้ได้เมื่อจำเป็น อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าเครื่องมืออย่าง LaTeX สามารถจัดการปัญหาลักษณะนี้แบบอัตโนมัติได้ดีพอสมควร

รูปและตาราง

รูปและตารางในงานเขียนวิชาการเป็นส่วนประกอบเสริมเนื้อหาหลัก ผู้ที่ไม่มีความชำนาญในการเขียนงานวิชาการมักเขียนโดยให้รูปและตารางเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหา ไม่ว่าจะเขียนว่า “… ดังตารางด้านล่างนี้” “… ดังรูปด้านบน” หรือกระทั่งไม่มีข้อความบรรยายเลยและใช้รูปหรือตารางเป็นเนื้อหาแทน

เอกสารวิชาการมองว่าข้อความคือเนื้อหาหลัก รูปและตารางเป็นส่วนประกอบเท่านั้น โดยอ้างอิงถึงด้วยหมายเลขที่เรียงลำดับแยกประเภทกัน (กำหนดโดยอัตโนมัติในเครื่องมือได้) รูปและตารางนั้น “ลอย” (float) อยู่ใกล้ข้อความที่อ้างถึง โดยมักอยู่ด้านบนสุดหรือล่างสุดของหน้ากระดาษ กล่าวคือจะไม่มีช่องว่างในหน้ากระดาษเมื่อรูปหรือตารางมีขนาดใหญ่เกินพื้นที่ที่เหลือ เพราะข้อความจะขึ้นมาเติมจนเต็มเสมอ

ขอให้สังเกตความแตกต่างระหว่างเอกสารที่เป็นหน้ากระดาษกับเว็บเพจว่า เว็บเพจมักนำรูปไปวางต่อกับข้อความที่อ้างถึง เพราะอาจมองได้ว่าเว็บเพจคือหน้ากระดาษที่ไม่จำกัดความสูง ไม่มีปัญหาเรื่องช่องว่างเหมือนหน้ากระดาษจริง

ไม่ควรใส่รูปที่ไม่จำเป็นหรือมีขนาดไม่เหมาะสม เช่น รูปหน้าจอขนาดใหญ่ที่ต้องการนำเสนอแค่ส่วนเล็ก ๆ ของหน้าจอ เป็นต้น ถ้ามีรูปจำนวนมาก ควรนำไปจัดรวมเป็นรูปเดียวหรือใส่ในภาคผนวก อนึ่ง เนื้อหาทางวิชาการมักไม่มีการจัดทำในลักษณะการสอนใช้โปรแกรม (tutorial) ที่เป็นการแสดงขั้นตอนทีละหน้าจอเหมือนหนังสือคอมพิวเตอร์โดยทั่วไป

นอกจากนั้น รูปไม่ควรแสดงรายละเอียดที่เป็นข้อความจำนวนมาก เช่น ตารางหรือโค้ด เป็นต้น ถ้าตารางมีขนาดใหญ่หรือโค้ดยาวมาก ควรนำไปใส่ในภาคผนวก หรือในพื้นที่ออนไลน์แล้วอ้างอิงมา ตารางที่ยาวเกินหนึ่งหน้าควรแสดงชื่อตารางและหัวตารางในทุกหน้า โดยกำกับให้ชัดเจนว่าเป็นตารางเดียวกันที่ต่อเนื่องมาจากหน้าที่แล้ว

การอ้างอิง

การอ้างอิงควรใช้รูปแบบที่สอดคล้องกัน ซึ่งไม่ควรเป็นปัญหา ถ้าเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมตามที่กล่าวไปข้างต้น เครื่องมือที่ดีจะช่วยให้สามารถเปลี่ยนรูปแบบการอ้างอิงทั้งหมดได้ทันทีเมื่อต้องการตีพิมพ์ในแหล่งอื่นที่มีรูปแบบการอ้างอิงต่างออกไปด้วย

แหล่งอ้างอิงควรมีรายละเอียดที่ครบถ้วน โดยสามารถหาเพิ่มเติมได้จากแหล่งที่ตีพิมพ์ เช่น เว็บไซต์ ACM Digital Library หรือ IEEE Xplore เป็นต้น เว็บไซต์เหล่านี้จะสามารถคัดลอกไฟล์การอ้างอิงที่เรียกว่า BibTeX ออกมาเพื่อนำเข้าในโปรแกรมจัดการแหล่งอ้างอิงได้ด้วย

การอ้างอิงไม่ควรถูกใช้แทนคำในประโยค ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นการอ้างอิงรูปแบบ IEEE ไม่ควรเขียนว่า “[1] ทำการทดลอง …” แต่ให้เขียนโดยยกชื่อผู้แต่งขึ้นมาเป็นประธาน แล้วใส่การอ้างอิงไปหลังประธานหรือท้ายประโยค กล่าวคือการอ้างอิงไม่ใช่ใจความหลัก เป็นเพียงข้อมูลเสริมในลักษณะเดียวกันกับเชิงอรรถ ผู้อ่านควรสามารถอ่านและเข้าใจเนื้อหาได้โดยตัดการอ้างอิงทิ้งไป

ในกรณีที่ผู้เขียนเอกสารที่อ้างถึงมีหนึ่งหรือสองคน สามารถเขียนชื่อผู้แต่งทุกคนได้เลย แต่ถ้ามีผู้เขียนมากกว่าสองคนขึ้นไป ให้เขียนแค่ชื่อผู้แต่งคนแรกและเติม “และคณะ” หรือ “et al.” ลงไปเพื่อแสดงว่ามีผู้แต่งมากกว่าหนึ่งคน

การกล่าวถึงงานอื่นไม่ได้แปลว่าสามารถคัดลอกข้อความจากงานอื่นมาวางได้เลย จำเป็นต้องนำมาถอดความ (paraphrase) เสมอ เว้นเสียแต่ว่าจะยกมาเพราะเป็นประโยคที่มีชื่อเสียงและอ้างถึงมากอยู่แล้ว หรือการเขียนใหม่อาจทำให้เสียความ ในกรณีนั้น ให้ใส่เครื่องหมายคำพูดกำกับไว้ด้วยเสมอว่าไม่ได้เขียนเอง

หลายคนสับสนการถอดความกับการแปล ถึงแม้ว่างานวิจัยที่เราอ้างอิงส่วนใหญ่จะมาจากภาษาอังกฤษ แต่การแปลตรง ๆ เป็นภาษาไทยอาจไม่ถือว่าเป็นการถอดความ โดยปกติแล้ว การถอดความจะนำเนื้อหาจากงานวิจัยอื่นมากล่าวถึงเพียงย่นย่อและเน้นเฉพาะส่วนที่สนใจหรือเกี่ยวข้องกับงานที่กำลังเขียนถึงเท่านั้น

รายละเอียดเกี่ยวกับการอ้างอิงขึ้นอยู่กับแหล่งที่จะตีพิมพ์ สามารถศึกษารายละเอียด วิธีปฏิบัติของแต่ละที่ได้จากแหล่งนั้นโดยตรง

ผู้ที่สนใจคำแนะนำในการเขียนรายงานทางวิชาการที่เป็นภาษาไทย สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากบทความของ ยุกติ มุกดาวิจิตร ชื่อ ปัญหาในงานเขียนของนักศึกษา ซึ่งเน้นการเขียนทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ แต่ก็สามารถประยุกต์ใช้ได้กับการเขียนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเช่นกัน

ส่วนการเขียนภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนรายงานทางวิชาการหรือการเขียนโดยทั่วไป ก็มีแหล่งอ้างอิงจำนวนมาก The Elements of Style ของ William Strunk เป็นหนึ่งในหนังสือที่เหมาะกับผู้เริ่มต้น สั้นกระชับ อ่านง่าย และปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว

สุดท้ายนี้ นอกจากการฝึกฝนการเขียน ผมอยากส่งเสริมให้อ่านรายงานวิชาการมากขึ้น โดยการอ่านรายงานวิชาการจะไม่เหมือนกับการอ่านหนังสืออื่น ๆ ผู้อ่านอาจอ่านบทนำแล้วข้ามไปบทสรุป ดูหัวข้อ รูปและตาราง แล้วจึงค่อยอ่านเนื้อหาแบบเอาความ ความคุ้นชินกับรายงานวิชาการจะทำให้เข้าใจเนื้อหาและรูปแบบที่ได้รับการตีพิมพ์ของวงการวิชาการมากขึ้น และช่วยพัฒนาการเขียนของเราในทางอ้อมด้วย